5 ลักษณะเด่นของภาษาญี่ปุ่น

5 ลักษณะเด่นของภาษาญี่ปุ่น

Five Unique Qualities of Japanese Language

เห็นได้ชัดว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นแตกต่างจากภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก นอกจากจะมีรากต่างกันแล้ว พยัญชนะในข้อความยังไม่มีความคล้ายคลึงกันแม้แต่น้อย แต่ถ้าคุณคิดว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ภาษาหยุดลงแต่เพียงเท่านี้ล่ะก็ แสดงว่าคุณลืมที่จะใส่เรื่องวัฒนธรรมลงไปในการพิจารณา ภาษาญี่ปุ่นก็เหมือนอีกหลายๆ ภาษาที่ถูกประกอบสร้างและนำไปใช้ในรูปแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและการมีปฏิสัมพันธ์กันของคนในประเทศ ซึ่งบ้างก็มีรากฐานมาจากความเชื่อพื้นฐาน บ้างก็มาจากวัฒนธรรมร่วมสมัย และด้านล่างนี้คือ 5 ลักษณะเด่นของภาษาญี่ปุ่นที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและใช้ภาษานี้ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

1. การขอบคุณและขอโทษเป็นสิ่งที่อาจมาคู่กัน และเป็นคำที่ควรพูดให้บ่อยเข้าไว้ ชาวญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่อ่อนน้อนถ่อมตนเป็นอย่างมาก และตัวภาษาก็สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นมากกว่าตนเอง แม้คำว่า อะริกาโตะ (ありがとう) ซึ่งเป็นรูปพื้นฐานของการพูด “ขอบคุณ” จะเป็นคำซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและใช้กันทั่วไป แต่ก็ยังมีคำอื่นๆ ที่ใช้เพื่อแสดงความขอบคุณด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ 2 คำนี้สามารถใช้แทนกันได้นั่นเอง เช่น คุณสามารถใช้คำว่า ซุมิมาเซน (すみません) ซึ่งโดยปกติจะหมายถึง “ขอโทษ” หรือ “ประทานโทษ” เพื่อขอบคุณผู้อื่น คำว่า ซุมิมาเซน ซึ่งใช้แสดงความขอบคุณในที่นี้จะมีความหมายในเชิงว่า “ขอโทษที่รบกวนและขอบคุณสำหรับสิ่งนี้” นอกจากนี้คำว่า โดโมะ (どうも) ซึ่งใช้พูดนำหน้า อะริกาโตะ หรือ ซุมิมาเซน ก็สามารถใช้เดี่ยวๆ เพื่อหมายถึงขอบคุณได้เช่นเดียวกัน แต่ให้จำไว้ว่าการใช้ในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นกันเองมากกว่าการพูดทั้งประโยค และอย่าลืมพิจารณาผู้ฟังทุกครั้งที่พูดภาษาญี่ปุ่นกันด้วยนะคะ นอกจากนี้ อย่าลืมโค้งคำนับ (หลายๆ ครั้ง) รวมถึงแสดงออกว่าคุณรู้สึกเสียใจและขอบคุณหลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่ช่วยเหลือหรือทำบางสิ่งให้แก่คุณ
และด้านล่างนี้คือตัวอย่างสถานการณ์ที่เราจะใช้การขอโทษในเชิงขอบคุณนี้
– ตอบกลับด้วยคำว่า ซุมิมาเซน เมื่อมีคนหยิบของที่คุณทำตกให้ เมื่อได้รับความช่วยเหลือที่ร้านค้าหรือสถานี เมื่อได้รับของขวัญ เมื่อผู้อื่นออกค่าใช้จ่ายให้ หรือเมื่อผู้อื่นทำบางอย่างให้แก่คุณ
– ใช้คำว่า ซุมิมาเซน เพื่อเรียกความสนใจจากพนักงานหรือคนบนถนนที่คุณอาจอยากสอบถามบางอย่าง

2. ผู้ฟังจะเปลี่ยนวิธีการพูดของคุณและการแสดงความเคารพถือเป็นทุกสิ่ง คนญี่ปุ่นจะมีรูปแบบการแสดงออกและใช้คำศัพท์แตกต่างกันไปตามแต่สถานะของอีกฝ่าย เช่น อายุและความสัมพันธ์กับผู้พูด หากผู้ฟังมีอายุมากกว่า เป็นบุคคลที่คุณเพิ่งรู้จักหรือพบเป็นครั้งแรก เป็นคนแปลกหน้าที่พบกันในร้านค้า ฯลฯ หรือหากเป็นการติดต่อทางธุรกิจ เราจะต้องใช้สำนวนการพูดในรูปสุภาพ อย่างไรก็ดี ในบางสถานการณ์ซึ่งเป็นทางการ เราอาจพบว่าพนักงานชั้นอาวุโสในบริษัท (เซมไป) มักไม่ใช้รูปสุภาพกับผู้ใต้บังคับบัญชา รูปสุภาพเหล่านี้เราเรียกกันว่า ซนเคโกะ (尊敬語) หรือ เคโกะ (敬語), เคนโจ-โกะ (謙譲語), เทเนโกะ (丁寧語 ) ซึ่งหมายถึงภาษาซึ่งแสดงความเคารพ นอบน้อม และสุภาพ ถ้าเราสามารถแสดงออกอย่างสุภาพได้ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือและความเป็นที่ชื่นชอบให้กับเรา เพราะการแสดงความเคารพนั้นนับว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจ การพูดให้สุภาพเข้าไว้แทนที่จะพูดแบบเป็นกันเองจะเป็นการปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่การทลายกำแพงระหว่างคนแปลกหน้า/คนรู้จักจนกลายเป็นเพื่อนแท้อาจต้องอาศัยเวลามากกว่าในวัฒนธรรมตะวันตก เราจึงต้องใจเย็นและค่อยๆ เปลี่ยนจากการแสดงออกอย่างสุภาพเป็นการแสดงออกอย่างเป็นกันเองเมื่อเวลาผ่านไปถ้าคุณยังสานสัมพันธ์นั้นๆ ให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบทเรียนที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับรูปสุภาพ คือ การใช้ เดส/มัส (です・ます) ท้ายประโยค หากแต่เราก็ต้องจำไว้ด้วยว่าคำศัพท์บางคำอาจเปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเปลี่ยนเป็นรูปสุภาพ ผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นจำนวนมากประสบปัญหากับการใช้ เคโกะ (อย่างที่เรียกกันแพร่หลายที่สุด) แต่ก็ทราบกันดีว่าสิ่งนี้จะให้แต่ประโยชน์กับผู้พูดภาษาญี่ปุ่นทุกคน

3. คำฮิตติดปากมักเป็นรูปย่อ เพราะฉะนั้นอย่าลืมติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงกันด้วยนะคะ ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบเทรนด์ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เรื่องแฟชั่นไปจนถึงอาหาร รวมถึงสำนวนการพูดด้วยเช่นกัน รูปย่อหรือคำย่อเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ใช้กันแบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (เสียเป็นส่วนใหญ่) โดยคำในลักษณะนี้เรียกกันว่า ริวโคโกะ (流行語) ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้กันในสไตล์สตรีทแบบเป็นกันเอง ตัวอย่างคำฮิตๆ ที่ใช้กันมาตั้งแต่หลายทศวรรษที่ผ่านมาก็เช่น มาจิ (マジ) ซึ่งเป็นรูปย่อของคำว่า มาจิเมะ (真面目) หมายถึง จริงจัง และโช (ちょう) ซึ่งมาจากคันจิที่หมายถึงหนักแน่นและใช้เพื่อเน้นความคิดเห็นของคนนั้นๆ ด้านล่างนี้คือตัวอย่างคำฮิตๆ ที่เริ่มใช้กันเมื่อไม่นานมานี้
パリピ ปาริปิ – ชาวปาร์ตี้ คนที่ชอบออกไปเที่ยว
ヤバイ ยะไบ – เดิมทีใช้เพื่อบ่งบอกอันตราย แต่ปัจจุบันมีการใช้ทั้งในแง่ลบและแง่บวกหมายถึง "ไม่นะ", "ใช่เลย", "โอ้โห" หรืออาจแค่ใส่เครื่องหมาย “!!!!”
いけてる อิเคเตรุ – แปลว่า “มันกำลังจะไป” และอาจใช้เป็นสัญญาณบอกการอนุญาตหรือบอกให้ทำเลย (สำหรับกิ๊ก ฯลฯ)

4. ภาษาถิ่นของญี่ปุ่นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ความแตกต่างของภาษาถิ่นทั่วทั้งญี่ปุ่นอาจเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงวัฒนธรรมต่างประเภทในภูมิภาคนั้นๆ ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะคล้ายกับความแตกต่างในเรื่องสำเนียงและวลีที่ใช้โดยผู้พูดภาษาอังกฤษแบบบริติชและผู้พูดภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ภาษาถิ่นในญี่ปุ่นหรือที่เรียกกันว่า เบ็น นั้นอาจแตกต่างกันมากกว่าแค่เรื่องสำเนียงและวลีบางวลี เพราะคนจากภูมิภาคหนึ่งอาจไม่เข้าใจสิ่งที่คนอีกภูมิภาคพูดได้ทั้งหมดหรืออาจถึงขั้นไม่เข้าใจเลย! คันโตะ-เบ็น ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวงโตเกียวถือเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบ "สากล" แต่ก็ยังมีภาษาถิ่นเด่นๆ อื่นๆ เช่น คันไซ-เบ็น ซึ่งใช้ในแถบโอซาก้า โทโฮคุ-เบ็น และ ฮาคาตะ-เบ็น หากแต่ภาษาถิ่นไม่ได้มีเพียง 2-3 ภาษานี้เท่านั้น วิธีการพูดในภาษาถิ่นหนึ่งๆ อาจมีที่มาจากวัฒนธรรมโดยรอบ ตัวอย่างเช่นภาษา คันไซ-เบ็น จะฟังดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังมักมีเสียงดังและมีความขบขันกว่า ซึ่งอาจมีที่มาจากวัฒนธรรมความเป็นมิตร ยินดีต้อนรับ และตลกขบขันในพื้นที่คันไซ ในทางตรงข้าม ภาษาโทโฮคุ-เบ็น จะฟังดูงึมงัมและเงียบกว่า ซึ่งอาจสะท้อนถึงความลึกลับและการเก็บตัวอันเป็นลักษณะประจำตัวของคนในภูมิภาคนี้ คนญี่ปุ่นจำนวนมากพยายามซ่อนภาษาถิ่นเกิดของตนเองเนื่องจากรู้สึกอายที่มาจาก อินากะ (บ้านนอก) หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาอยากกลมกลืนและเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดเมื่อย้ายไปอยู่โตเกียวหรือเมืองใหญ่อื่นๆ

5. ใจเย็น คอยสังเกตสิ่งต่างๆ และเรียนรู้มากกว่าแค่ตัวภาษา เมื่อไรก็ตามที่คุณเรียนรู้หรือสื่อสารด้วยภาษาใหม่ๆ อย่าลืมสื่อถึงวัฒนธรรมและใจเย็นเข้าไว้ การพูดและฟังให้เข้าใจล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเวลามากกว่าภาษาบ้านเกิดของเรา ความสามารถในการสื่อสารด้วยข้อความที่สังเกตได้ว่าบุคคลอื่นใช้กันมากที่สุด รวมถึงการใช้ภาษากาย และภาษาท่าทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ พยายามตอบกลับด้วยภาษาท่าทางและขนบธรรมเนียมต่างๆ เหล่านี้เข้าไว้ แล้วคุณจะพบว่าตัวเองได้รับการปรนนิบัติด้วยไมตรีจิตและความเคารพอย่างแท้จริง การเรียนรู้วิธีการแบบฉบับชาวญี่ปุ่นรวมถึงภาษาของประเทศนี้อาจเป็นโอกาสดีๆ ในการฝึกตามหลักการที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” แต่ถ้าคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทักทายแบบต่างๆ