วัฒนธรรมแห่งการขอโทษ

วัฒนธรรมแห่งการขอโทษ

The Essential Culture of Apologizing

  • ฉันจำได้ว่า มีเพื่อนคนหนึ่งที่แวะมาเยี่ยมเคยถามฉัน ตอนที่เราอยู่ในร้านอาหารว่าทำไมฉันต้องพูดว่า "สุมิมะเซง" (ขอโทษ) เมื่อพนักงานเสิร์ฟนำอาหารมาให้เรา ความคิดแรกของฉันคือ "รู้สึกว่าเหมาะสม" แต่หลังจากที่ทบทวนดูอีกครั้ง ฉันก็คิดได้ว่า "สุมิมะเซง" ในที่นี้ควรสื่อว่า "ขอโทษที่ทำให้คุณยุ่งยาก แต่ขอบคุณ" แทนที่จะเป็นคำแปลพื้น ๆ ว่า "ขอโทษ"

  • เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันคิดถึงบทความของ HBR ที่เปรียบเทียบจิตวิทยาเรื่องแนวโน้มการขอโทษของชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกัน บทความอ้างว่า ในขณะที่การขอโทษในความคิดของชาวตะวันตกหมายถึงความรู้สึกผิด และความรับผิดชอบส่วนตัวที่เกี่ยวกับการกระทำผิด ชาวญี่ปุ่นรวมถึงชาวเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่มองเกินกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แม้ว่าผู้พูดไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไรเป็นส่วนตัวก็ตาม ลักษณะที่คล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกส่วนใหญ่นี้ โดยเฉพาะกับชาวญี่ปุ่น คงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขากล่าวขอโทษมากกว่าชาวอเมริกัน

  • กล่าวง่าย ๆ คำว่าขอโทษในภาษาอังกฤษ และขอโทษในภาษาญี่ปุ่นอาจไม่ได้หมายความถึงสิ่งเดียวกัน และจำต้องนำพื้นหลังทางวัฒนธรรมของผู้พูดมาพิจารณาก่อนที่จะสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของคำว่าขอโทษได้
    เนื่องจากลักษณะที่อ่อนไหวและการคำนึงถึงระดับชั้น ชาวญี่ปุ่นจึงขอโทษอย่างไตร่ตรอง และเป็นประจำด้วย ดังที่เห็นได้จากวลีแสดงออกที่หลากหลายที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์:
    สุมิมะเซง (すみません)
    “สุมิมาเซง” คือคำว่า “ขอโทษ” ที่ใช้กันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ใช้กล่าวขอโทษ เมื่อคุณเผลอเหยียบใครสักคนโดยไม่ได้ตั้งใจ “สุมิมะเซง” ยังใช้ในความหมายว่า "ขออภัย" ด้วย เช่น เมื่อคุณต้องการเรียกพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร หรือ ขอออกจากรถไฟที่คนแน่น ตามที่อธิบายในข้างต้น "สุมิมะเซง" แสดงความรู้สึกถึงความสำนึกขอบคุณ
    แต่เราคิดว่า "อะริงาโตะ" คือคำว่าขอบคุณไม่ใช่เหรอ
    เมื่อพิจารณาให้ใกล้ ๆ ความหมายตามตัวอักษรของ "สุมิมะเซง" ในภาษาญี่ปุ่นหมายความว่า "ยังไม่สิ้นสุด / ไม่จบสิ้น" (済みません) ซึ่งสามารถเป็นรูปแบบที่สั้นลงในการแสดงออก 2 ประการดังต่อไปนี้:
    1. ฉันไม่สามารถแสดงออกความรู้สึกผิดได้ทั้งหมด สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และฉันขอโทษ
    2. ฉันรู้สึกขอบคุณจริง ๆ สำหรับสิ่งคุณทำให้กับฉัน
    สำหรับบางคนยังขยายต่อไปอีกว่าคำว่า "สุมิมะเซง" ควรใช้กับคนที่มีศักดิ์สูงกว่า ขณะที่ "อะริงาโตะ" ควรใช้กับคนที่มีศักดิ์เท่าเทียมกันหรือต่ำกว่า
    สิ่งหนึ่งที่ควรทราบ: ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ "สุมิมะเซง" ดูให้แน่ใจว่าคุณไม่ใช้แสลงคำว่า "ซุยมะเซง" กับผู้ที่อาวุโสกว่า เนื่องจากคำนี้สือถึงความไม่เป็นทางการ หรือแย่กว่านั้นคำว่า "สุเมน" ที่คุณมักได้ยินในรายการทีวีหรืออนิเมะ (มักเป็นผู้ชายใช้) ซึ่งเป็นรูปแบบสั้น ๆ ของคำว่า "สุเมนนัย" (รูปแบบง่าย ๆ ของคำว่า "สุมิมะเซง")
    "สุมิมะเซงเดะชิตะ" (すみませんでした)
    รูปแบบที่เป็นทางการขึ้นของ “สุมิมะเซง” (นั่นก็คือ ขอโทษ) คือ “สุมิมะเซงเดะชิตะ” ซึ่งคุณสามารถใช้ได้กับผู้อาวุโสกว่า หรือหลังจากทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่มากกว่าการไปเหยียบเท้าใครสักคน การเพิ่มคำว่า "เดะชิตะ" เปลี่ยน "สุมิมะเซง" เป็นรูปอดีต และสามารถแปลได้ว่า "ฉันขอโทษสำหรับสิ่งที่ทำลงไป"
    โกเมน / โกเมนนะซัย / โกเมนคุดะซัย (ごめん・ごめんなさい・ごめんください)
    ตัวคันจิของคำว่า “เมน” ใน “โกเมน” (御免) หมายความว่า “ให้อภัย” ดังนั้นวลีคำว่า “โกเมน” “โกเมนนะซัย” และ “โกเมนคุดะซัย” (ซึ่งเป็นรูปแบบของเคโกะหรือคำยกย่องที่เรียกจากน้อยไปมาก) จะเป็นการขอโทษที่ให้ความรู้สึกของการสารภาพในความผิด โดยขอการยกโทษ
    ทั้งคำว่า "โกเมนนะซัย" และ "โกเมนคุดะซัย" จากภาษาญี่ปุ่นแปลได้ว่า "กรุณายกโทษให้ด้วย" และเป็นรูปแบบที่สุภาพกว่า "โกเมน" ซึ่งควรใช้กับเพื่อนสนิทและครอบครัวเท่านั้น
    ขณะที่ทั้ง "สุมิมะเซง" และ "โกเมนนะซัย" คือการพูดขอโทษที่ยอมรับได้อย่างเหมาะสม "โกเมนนะซัย" ค่อนข้างสมควรมากกว่า เนื่องจากการบ่งบอกถึงความสำนึก โดยเฉพาะเมื่อใช้กับผู้อาวุโส หรือในบริบทของทางการค้า (กรณีที่ความร้ายแรงน้อย)

  • ชิทซึเร / ชิทซึเร ชิมะซึ (失礼・失礼します)
    "ชิทซึเร" (失礼) หมายถึงหยาบคาย หรือแปลตรงตัวหมายถึง “ขาดความเคารพ" ดังนั้นวลี "ชิทซึเร" และ "ชิทซึเร ชิมะซึ" สามารถหมายถึง “ขอโทษที่เสียมารยาทด้วย" "ชิทซึเร ชิมะซึ" ยังใช้เมื่อใครสักคนขอตัวจากบุคคลที่มีเกียรติ เช่น ออกจากห้องตรวจของแพทย์ หลังจากการปรึกษา
    ชิทซึเร ชิมะชิตะ / ชิทซึเร อิตะชิมะชิตะ (失礼しました・失礼いたしました)
    "ชิทซึเร ชิมะชิตะ" และ "ชิทซึเร อิตะชิมะชิตะ" (เคโกะเรียงจากน้อยไปมาก) เป็นรูปอดีต หรือ รูปแบบเป็นทางการของ "ชิทซึเร ชิมะซึ" แนะนำให้ใช้วลีเหล่านี้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการทำงาน และคุณจะได้ยินค่อนข้างบ่อยในบริบทของการค้าขาย
    แต่นี่ก็ยังไม่ใช้คำขอโทษที่เป็นงานเป็นการที่สุดของชาวญี่ปุ่น...
    มูชิวะเกะนัย / มูชิวะเกะอะริมะเซง / มูชิวะเกะโกะซัยมาเซง (申し訳ない・申し訳ありません・申し訳ございません)
    “มูชิวะเกะ” (申し訳) หมายถึง ขออภัย ดังนั้นวลี “มูชิวะเกะนัย” และเคโกะที่เทียบเท่ากันจะหมายถึง “ไม่มีคำแก้ตัว (ใด ๆ อธิบายการกระทำของฉันได้ และฉันขออภัย)”

  • "มูชิวะเกะโกะซัยมาเซง" คงเป็นรูปแบบที่สุภาพที่สุดจากทั้งสามรูปแบบในข้างต้น แต่ คุณคงเดาได้ เมื่อเติมรูปอดีตเข้าไป จะทำให้วลีดังกล่าวสุภาพขึ้นไปอีก...
    มูชิวะเกะอะริมะเซงเดะชิตะ / มูชิวะเกะโกะซัยมาเซงเดะชิตะ (申し訳ありませんでした・申し訳ございませんでした)
    วลีเหล่านี้ควรใช้เมื่อคุณเผชิญกับปัญหาหนักหน่วยในการทำงาน ยกตัวอย่าง คุณได้กระทำความผิดร้ายแรงระหว่างการนำเสนอ (ให้พูดพร้อมกับโค้งลงต่ำ!)
    แต่ถ้าหาก ความผิดพลาดทำให้บริษัทต้องเสียลูกค้าไป ที่สุดของคำขอโทษนั่นคือ:
    มะโกะโตะนิมูชิวะเกะโกะซัยมาเซงเดะชิตะ (誠に申し訳ございませんでした)
    ซึ่งน่าจะแปลว่า “ไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ สำหรับความผิดพลาดของฉัน ฉันเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดสำหรับสิ่งที่ทำลงไป และขออภัยอย่างสุดซึ้ง” คุณอาจได้ยินบางครั้งในการประกาศทางสาธารณะ เช่น เมื่อรถไฟล่าช้า แต่การใช้ในชีวิตประจำวันจะพบไม่บ่อย หรือฉันหวังว่าอย่างนั้นนะคะ